วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ


ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ
ฮ. นิกฮูกี้
สำนึกพิมพ์เนรมิตร
๑๒๘ หน้า
๑๐๙ บาท


เมื่อเดินเข้าไปในร้านหนังสือ สายตาย่อมสอดส่ายหาหนังสือดี ๆ สักเล่มมาถือไว้ในมือ การจะเลือกหนังสือถูกใจเพียงเล่มเดียว จากหนังสือนับร้อยนับพันที่วางเรียงอย่างสงบเงียบอยู่ภายในร้านนั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายนัก เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มเลือกเสียตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ถูกตาต้องใจคงไม่เป็นการเสียหาย ทันใดนั้น “ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” ก็ลอยเด่นเข้ามากระแทกหัวใจอย่างยากที่จะตัดใจเดินผ่านไปทางอื่นได้ รูปเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ กับสีสันสดใสสะดุดตา ภาพประกอบน่ารัก ๆ กับข้อความที่อ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย ยิ่งทำให้ยากจะตัดใจ พลิกดูชื่อผู้เขียนแล้วยิ่งการันตีคุณภาพ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อนักเขียนคนนี้ “ฮ. นิกฮูกี้” นักเขียนฝีมือดีกับหนังสือเล่มนี้ที่เข้ากันอย่างลงตัว


“ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” เขียนถึง “ภูกระดึง” ที่รัก “ภูเขาไฟฟูจิ” แต่ภูเขาทั้งสองตั้งอยู่ห่างไกลกัน ยากที่จะมองเห็นกันและกันได้ ไม่มีใครรู้ว่าภูกระดึงมีขาหรือไม่ หลายคนอาจคิดว่าภูกระดึงไม่มีขาจึงไม่สามารถเดินไปหาภูเขาไฟฟูจิ หากแต่แท้จริงแล้ว ภูกระดึงอาจมีขาซ่อนไว้ใต้พื้นดิน เหตุที่ภูกระดึงไม่เดินไปหาภูเขาไฟฟูจินั้น เป็นเพราะภูกระดึงเล็งเห็นถึงหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ ทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นต้นทางลำน้ำป่าเขา หากภูกระดึงเดินออกจากจังหวัดเลย เดินทางไปหาภูเขาไฟฟูจิ ไร่นาจะขาดน้ำจากต้นน้ำลำธารที่ไหลมาจากภูกระดึง นาจะล่ม ชาวนาจะร้องไห้เป็นสายน้ำ ภูกระดึงจะเหยียบย่ำบ้านเรือนจนเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง .. ภูกระดึงไม่เห็นแก่ตัวเช่นนั้น ความเห็นแก่ตัวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เรื่องราวของ ภูกระดึง ไม่ต่างจากเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ สะท้อนให้เห็นว่า เราก็เป็นแค่เพียงคน ๆ หนึ่งไม่ต่างจากภูกระดึง ที่ก็เป็นแค่ภูเขาธรรมดา ๆ ลูกหนึ่ง หากแต่ยังทำประโยชน์แก่โลกได้ และไม่เห็นแก่ตัว เมื่อภูกระดึงยังเป็นต้นน้ำให้แก่โลกได้ เราก็สามารถใช้สองมือโอบอุ้มชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้เช่นกัน ด้วยการเป็นคนดี ไม่ทำร้ายใคร และไม่เห็นแก่ตัว ... อย่างเช่นภูกระดึง


“ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” เป็นหนังสือในหมวดวรรณกรรมร่วมสมัย รวมเรื่องสั้นสอดแทรกสาระอย่างอารมณ์ดีในหนังสือขนาดพ็อกเกตบุ๊ค ถนัดมือและพกพาสะดวก น้ำหนักเบา หน้าปกมีสีสันสดใสดึงดูดสายตาไม่แพ้ชื่อเรื่อง ด้วยการใช้สีฟ้าและสีเหลืองที่ตัดกันอย่างโดดเด่น นำสายตาของผู้ผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี มีภาพภูกระดึงและภูเขาไฟฟูจิที่มีขายาว ๆ เดินมาเจอกันและอยู่คู่กัน ประดับตกแต่งไว้ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น ล้อกันกับปกหลังที่ใช้ภาพประกอบเป็นภูกระดึงและภูเขาไฟฟูจิที่ยืนอยู่คนละซีกของโลกกลม ๆ ใบหนึ่ง สองฝั่งของโลกเต็มไปด้วยบ้านเรือนและต้นไม้ แนบคำโปรยซึ่งเป็นแก่นสาระของหนังสือเล่มนี้เอาไว้

“ภูกระดึงและฟูจิเป็นเพียงแค่ภูเขา เราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ...
แค่เป็นภูเขาอย่างภูกระดึง ยังทำประโยชน์ให้แก่โลกได้ เป็นต้นทางลำน้ำป่าเขา ...
เราล่ะ... ที่เป็นแค่คนไม่ต่างจากภูกระดึง เราทำประโยชน์อะไรให้แก่โลกบ้าง...”

ข้อความดังกล่าวเป็นดังแสงสว่างที่นำทางผู้อ่านไปสู่สาระที่สอดแทรกเอาไว้ในข้อความอารมณ์ดีทั้งหมดที่ ฮ. นิกฮูกี้สร้างสรรค์ขึ้นได้อย่างดี ยากจะห้ามใจให้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วผจญภัยไปพร้อมกับภูกระดึง


นอกจากเรื่อง “ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” แล้วนั้น ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเรื่องราวน่ารัก ๆ และน่าประทับใจอยู่อีกมากมาย ทั้งเรื่องราวของพระอาทิตย์ที่ตามตื้อพระจันทร์ แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายเดินนำหน้าตลอดในปฏิทินบอกเวลา เรื่องของนกเขาตอบแทนคุณ ก้อนเมฆที่ตายแล้ว และวิธีการยิ้ม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่ให้ข้อคิดเตือนใจ ความงามและความประทับใจ มอบความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้อ่านได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่า เมื่อลองได้อ่านแล้ว ยากที่จะวางหนังสือเล่มนี้ลงได้ เป็นแน่แท้


โลกของเราวันนี้เต็มไปด้วยความเครียด ภาวะแรงกดดัน และการใช้ชีวิตที่หนักหนาสาหัส เป็นการดีทีเดียวเมื่อมีหนังสือให้สาระความรู้ แล้วสามารถทำให้ผู้อ่านผ่อนคลายจากความเครียดได้ไปพร้อมกัน และ“ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” ก็ได้รับการปรุงส่วนผสมทั้งสองประการนี้ให้เข้ากันได้และมีรสชาติดีอีกด้วย ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่มีกลิ่นอายของนิทาน อ่านได้ทุกเพศทุกวัยเพราะอ่านง่าย เบาสบายและคลายเครียด และเมื่ออ่านจบกลับทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวยังไม่จบ ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมาก... ยังมีอะไรที่ต้องการสื่อสารแต่ถูกซ่อนตัวอยู่


หากเปรียบ “ภูกระดึงมิอาจเดินไปหาฟูจิ” เป็นอาหารจานหนึ่ง หากใครได้ลองลิ้มชิมรส เชื่อได้ไม่ยากกว่าอาหารจานนี้จะกลายเป็นอาหารจานโปรดของผู้อ่านทุกท่านได้ในไม่ช้า ... บนโลกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความทุกข์ และความหนักหนาสาหัสในเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย เป็นการดีมิใช่หรือ เมื่อมีใครสักคน หรือปัจจัยสักอย่างที่สามารถหยิบยื่นและสร้างความสุขให้กับชีวิตเราได้บ้าง ... และเป็นการดีอีกเช่นกันมิใช่หรือ หากเราทุกคนเต็มใจรับแรงปรารถนาดีนั้นไว้ ... เพื่อเป็นแรงใจในการใช้ชีวิตต่อไป และเราจะได้เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ อย่างมีความสุขร่วมกัน ...


แต่ละหน้ากระดาษ ... แต่ละบรรทัด ... แต่ละความหมายที่สอดแทรกอยู่ในระหว่างบรรทัด ระหว่างตัวอักษรที่เรียงรายอย่างบรรจง ... หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่า
“แล้วเราจะเป็นภูกระดึงอย่างไร .. ทั้งหมดนี้เราเลือกเอง!”


พิมพ์ไทย

ไม่มีความคิดเห็น: