วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Seasons change...เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย


นางสาวอรรถอรองค์ คงเทพ
05490415


ฉันเป็นคนที่ดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ไม่บ่อยนัก ปีหนึ่งเข้าไปในโรงไม่กี่ครั้ง แต่มีอยู่แค่สองครั้งที่ยอมเสียเงินดูหนังเรื่องเดียวซ้ำกันถึงสองรอบ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง seasons change ในเรื่องนี้จะกล่าวถึง เรื่องราวของป้อมเด็กผู้ชายที่ตัดสินใจสอบเข้าที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฤดูร้อน เพียงเพราะชอบ ดาว ที่อยากเข้าที่นี่โดยที่ป้อมไม่ได้รู้จักโรงเรียนนี้มาก่อนด้วยซ้ำ และป้อมก็ดันสอบติด เรื่องราววุ่นวายขึ้นเพราะพ่อกับแม่ของป้อมเข้าใจว่าป้อมสอบติด “เตรียมแพทย์” ป้อมจำเป็นต้องเก็บเรื่องเรียนดนตรีไว้เป็นความลับไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้โลกใหม่ที่แสนสนุก ฤดูฝน ป้อมไปสมัครเข้าวงออเครสตรา เพื่อหาทางใกล้ชิดกับดาว แต่ป้อมกลับได้รู้จักกับอ้อม ที่นั่งตีฉาบอยู่ข้าง ๆ ความเอาจริงเอาจังของอ้อมทำให้ป้อมเริ่มสนใจดนตรีคลาสสิค เมื่อฤดูหนาวมาถึง ป้อมก็ต้องตัดสิน ระหว่างดาวกับอ้อม ดนตรีสากลกับดนตรีคลาสสิค จากที่เคยใช้หัวใจในการเลือกทางเดินชีวิตมาโดยตลอด ป้อมชักเริ่มมีปัญหาว่า หัวใจตัวเองจะเปลี่ยนแปลงเหมือนอากาศหรือไม่

เมื่อมองถึงตัวละคร ตัวละครเอกก็คือ ป้อม เด็กหนุ่มที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง เป็นคนที่เลือกทางเดินชีวิตด้วยหัวใจตัวเอง เป็นตัวละครที่คอยเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบข้างเพื่อนำมาตัดสินใจ ไม่มีเป้าหมายอะไรแน่นอนในชีวิต

ตัวละครรองที่สำคัญอีกสองคนก็คือ 1. อ้อม เด็กสาวที่รู้ความต้องการของตัวเอง รู้ความสามารถ รู้ถึงขีดจำกัด เ หมือนกับที่ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้ดูในลักษณะของการจับเสียงตัวโน้ตที่แม่นยำ แค่หลับตาก็รู้ถึงคีย์ของตัวโน้ต

2. ดาว เด็กผู้หญิงที่ตั้งเป้าความฝันเอาไว้ และมุ่งที่จะเดินไปในทางที่ตัวเองฝัน ดาวเปรียบเสมือนผู้หญิงในอุดมคติของหนุ่ม ๆ ทั้งสวย อ่อนหวาน เรียบร้อย และเล่นดนตรีเก่ง ซึ่งแตกต่างจากอ้อมโดยสิ้นเชิง

ตัวละครที่สร้างสีสันให้กับเรื่องนี้ยังมีอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จิโน่ ที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านดนตรีให้กับป้อม หรืออาจารย์โรซี่ ที่เป็นคนคุมวงออเครสตรา นักแสดงเล่นได้เข้าถึงบทบาท และดูเป็นธรรมชาติมาก

เรื่องนี้เปิดฉากขึ้นที่ป้อมในสมัยม.ต้น เตะฟุตบอลกะเพื่อนอยู่ และเหลือบไปเห็นดาว คนที่ตัวเองแอบชอบเมื่อรู้ว่าดาวจะไปสมัครสอบเข้าที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ป้อมก็ตัดสินใจตามดาวไปทันที โดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับดนตรีที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่เขาเล่นกลองชุดมาตั้งแต่ม.1
เหตุการณ์เริ่มพัฒนาเมื่อป้อมสอบเข้าที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ได้ และได้รู้จักกับอ้อม ที่เป็นลูกสาวของเพื่อนของพ่อป้อม และต่อมาก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ป้อมสมัครเข้าวงออเครสตราเพื่อทำหาทางใกล้ชิดกับดาว อย่างไรก็ตามป้อมยังคงปิดเรื่องราวที่ตัวเองเข้าเรียนโรงเรียนดนตรีไว้เป็นความลับ
ความขัดแย้งในเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจน คือ

1. มนุษย์กับมนุษย์ คือ ป้อมกับพ่อ ที่พ่ออยากให้ป้อมเป็นหมอ แต่ป้อมกลับเลือกเรียนดนตรี
2. มนุษย์กับจิตใจของตนเอง คือ ป้อมที่ต้องตัดสินใจเลือกในหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น จะบอกพ่ออย่างไรว่าตัวเองมาเรียนที่วิทยาลัยดนตรี การตัดสินว่าชอบใครมากกว่ากันระหว่างอ้อมกับดาว และการตัดสินใจระหว่างการเลือกเล่นดนตรีสากล(กลองชุด)ที่ตนเองถนัด กับ ดนตรีคลาสสิค (ทิมพานี) ที่เป็นของใหม่
จุดวิกฤตในเรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อ ป้อมเริ่มทำความรู้จักกับดาว เพราะดาวเริ่มเห็นว่าป้อมเล่นดนตรีเก่ง และดาวชวนป้อมสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่บูดาเปสต์ ฮังการี ในขณะที่ป้อมยังไม่ได้บอกกับพ่อเรื่องมาเรียนที่วิทยาลัยดนตรี และการห่างเหินไปของป้อมที่มีต่ออ้อม ทำให้อ้อมรู้สึกน้อยใจ
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องถึงตอนที่ พ่อรู้ความจริงว่าป้อมไปเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ไม่ใช่โรงเรียนเตรียมแพทย์ และป้อมก็คิดว่าอ้อมเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพ่อ จึงพาลโมโห และห่างเหินไป และในขณะเดียวกันป้อมก็ต้องการให้พ่อเซ็นใบอนุญาตสอบชิงทุนให้ด้วย

จุดคลี่คลายและการปิดเรื่อง คือ ป้อมได้รู้ว่าคนที่บอกเรื่องที่ป้อมเรียนที่นี่ไม่ใช้อ้อม ป้อมสอบชิงทุนได้ไปบูดาเปสต์ และจากการใกล้ชิดทำให้ป้อมได้รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองต้องการอะไรกันแน่ เรื่องนี้ใช้ฉากปิดเรื่องคือ คอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีที่แสดงผลงานการทุ่มเททั้งหมดในการซ้อมมาทั้งปี และประกาศให้รู้ว่าคนที่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ คือดาวกับเพื่อนอีกคนในวง ไม่ใช่ป้อม เพราะป้อมต้องการอยู่กับครอบครัว กับเพื่อนๆ

เหตุผลที่ฉันชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงเพราะ เป็นหนังแนววัยรุ่นที่ให้อะไรมากกว่า มีรายละเอียดในทุกจุดทุกมุม ภาพสวย เสียงเพราะ ฉาก และบรรยากาศเป็นใจ นักแสดงเหมือนเราในวัยมัธยมที่กำลังสับสนและตัดสินใจกับทางเดินชีวิต เหมือนได้กลับไปมองดูอะไรบางอย่างที่ผ่านมาแล้วของตัวเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นฉากและบรรยากาศที่สวยงามของแต่ละฤดู ดนตรีประกอบก็เยี่ยม ฟังแล้วแทบอยากจะไปหัดเล่นดนตรี ไปหาแผ่นเพลงคลาสสิคมาฟังอยู่พักใหญ่ทีเดียว

ยังมีอีกหลายจุดที่ชอบและภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีทีเดียว เป็นฉากที่แฝงและให้คำตอบอะไรบางอย่างในตอนท้าย เช่น
ฉากที่ป้อมกินข้าวด้วยกันครั้งแรก อ้อมก็รู้แล้วว่าป้อมไม่กินผัก คราวต่อไปก็ไม่สั่งผักมาเพื่อให้ป้อมกินได้ แต่ในขณะที่ดาวกินข้าวกับป้อมหลายครั้งแต่กลับไม่รู้เลยว่าป้อมไม่กินผัก เมื่อตอนจบ ดาวมาถามป้อมว่า “ไม่ชอบกินผักทำไม่บอก” เห็นได้ถึงความเอาใจใส่ของคนสองคนที่แตกต่างกันมาก
หรือจะเป็นฉากที่อ้อมไม่สามารถเล่นเครื่องดนตรีชนิดใดได้เลยเพราะเล่นไปสักพักเสียงจะเริ่มเพี้ยน จึงต้องไปตีฉาบอยู่ข้างๆ ป้อมที่เล่นทิมพานี เมื่อป้อมถามอ้อมว่า “ นั่งรอนาน ๆ อย่างนี้ไม่เบื่อบ้างเหรอ กว่าจะได้เล่นที” เพราะตัวเองรู้สึกเบื่อ และเล่นแบบขอไปที แต่อ้อมกลับบอกว่า “ ก็ไม่เห็นต้องรอให้ได้เล่นเลย แค่นั่งฟังเฉย ๆ ก็รู้สึกดีแล้ว” ทำให้ป้อมเริ่มเล่นแบบจริงจัง ต่างกับดาว ในฉากที่ ดาวให้ป้อมอัดวิดีโอการซ้อมให้ ป้อมเห็นว่าดีแล้ว แค่นี้ก็ได้เอแล้ว แต่ดาวกลับบอกกว่า อยากได้เอตัวที่หนึ่ง อ้อมกับดาวทำให้ป้อมได้คิด และรู้ว่า ในขณะที่คนหนึ่งแค่ทำในสิ่งที่ชอบเป็นส่วนหนึ่ง ก็มีความสุขแล้ว แต่ในขณะที่อีกคนอยากได้ทำในสิ่งที่ชอบ และอยากเป็นที่หนึ่ง อยากเหนือคนอื่น รวมถึงตอนที่ป้อมเห็นอ้อมที่เล่นดนตรีเพี้ยน แต่ยังไปสมัครสอบชิงทุน แม้ว่าขณะสอบจะเล่นจนเพี้ยน แต่อ้อมก็ขอเล่นจนจบ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งฉากที่ทำให้ป้อมตัดสินใจได้

อีกฉากหนึ่งเป็นฉากที่ ป้อมต้องไปช่วยอาจารย์จิโน่ทำวิทยานิพนธ์ เพื่อนๆ ในวงรอที่ซ้อมอยู่ ป้อมช่วยอาจารย์เป็นเวลานานมาก แต่เพื่อนก็ไม่ไปไหน ยังคงนั่งรอป้อมเพียงคนเดียว ทำให้ป้อมรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของวง
หรือฉากที่ป้อมกำลังตัดสินใจเรื่องกลองชุด กับวงออเครสตรา และถามอาจารย์จิโน่ว่าทำไปอาจารย์ถึงมาอยู่ที่เมืองไทย และอาจารย์ก็ได้ตอบป้อมไปว่า เป็นเพราะชอบ ป้อมถามต่ออีกว่า แค่ชอบเท่านั้นเหรอ อาจารย์ถามกลับว่า ต้องมีอะไรอีกเหรอ

ในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะสะท้อนความรักระหว่างชายหญิง ความรักในดนตรี แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศของครอบครัว ที่บ้านป้อม ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ป้อมยังปิดบังเรื่องที่ป้อมไปเรียนวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ พ่อไม่ได้โกรธป้อมที่ป้อมไปเรียนดนตรี แต่โกรธที่ป้อมไม่ยอมบอกความจริง เพราะว่าคนรอบข้างป้อมได้แสดงให้พ่อเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับป้อม ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จิโน่ ที่บอกพ่อของป้อมว่า พ่อรักป้อม ป้อมรักดนตรี เพราะฉะนั้นพ่อต้องรักดนตรีด้วย หรือจะเป็นฉากที่พ่อของป้อมโทรไปถามหมอประเสริฐพ่อของอ้อมว่าทำไมให้ลูกเรียนโรงเรียนดนตรี หมอประเสริฐตอบว่า “ คนเราน่ะ อยู่กับลูกไปไม่ได้ตลอดหรอก แต่ว่าไอ้สิ่งที่เค้าชอบเนี่ยะ จะอยู่กับเค้าไปตลอดชีวิต” ทำให้พ่อตัดสินใจได้ว่าควรจะทำอย่างไร

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลมากที่สุด แต่ก็เป็นภาพยนตร์ที่ครั้งหนึ่งน่าจะได้ดูไว้ หากไม่คิดจะเอาสาระอะไรจากเรื่อง ก็คิดซะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ภาพและดนตรีประกอบที่ดีเรื่องหนึ่ง แม้จะเป็นภาพยนตร์เบาๆ แต่ก็ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด หากช่วงนี้อยากพักสมอง ผ่อนคลาย ลองหยิบเรื่อง seasons change ... เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มาดู เผื่อบางที่เราอาจจะได้นึกย้อนไปว่า มีสักครั้งไหมที่เราจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ

ไม่มีความคิดเห็น: