วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Shine โชคดี...ที่สวรรค์ไม่ลำเอียง

ซีรีน

Shine หรือชื่อภาษาไทยว่า โชคดี...ที่สวรรค์ไม่ลำเอียง ภาพยนตร์ออสเตรเลียที่เป็นเรื่องราวของเดวิด ชายคนหนึ่งที่ถูกพ่อบังคับทุกอย่างมาตั้งแต่เด็กๆ รวมถึงการเล่นเปียโนของเขาด้วย เดวิดมีความสามารถในการเล่นเปียโนมากพอๆกับการได้รับความกดดันจากพ่อของเขา พ่อเป็นผู้ควบคุมทุกทิ่งทุกอย่างในชีวิตของเดวิด กระทั่งวันหนึ่งเขาสามารถเป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขันเปียโนที่อายุน้อยที่สุด และได้รับทุนไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เดวิดอยากไปเรียนที่นั่นมาก แต่พ่อของเขาไม่อนุญาต ความต้องการของเขาจึงไม่มีความมายใดๆ ต่อมาเขาได้รับทุนให้ไปเรียนอีกครั้งที่ลอนดอน พ่อของเขาก็ไม่อนุญาตอีกเช่นเคย แต่คราวนี้เดวิดกล้าที่จะตัดสินใจ เขาก้าวออกจากบ้านไปถึงแม้ว่าพ่อยืนยันที่จะตัดเขาออกจากครอบครัว เมื่อเดวิดมาเรียนที่ลอนดอนเขาตัดสินใจเล่นเพลงที่ยากมากๆในการแข่งขัน เขามุ่งมานะฝึกซ้อมและกดดันตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ชนะการแข่งขันในครั้งนี้ เมื่อวันแข่งมาถึงเดวิดใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดในตัวเพื่อเล่นเพลงนี้ แต่พอจบเพลงเขาก็หมดสติ ล้มลงไป จากนั้นมาเดวิดก็ไม่เหมือนคนเดิมอีกต่อไป เขาเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเอง...โลกที่ยากนักที่ผู้คนภายนอกจะเข้าถึง หากแต่ต่อมาเขาก็มีโอกาสได้กลับมาเล่นเปียโนอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันเหมือนครั้งใดๆ เขากลับมาเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงได้อีกครั้งหนึ่ง และมีชีวิตการแต่งานที่มีความสุขในท้ายที่สุด

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ โดยเริ่มจากการกระทำของตัวละคร เป็นภาพของชายคนหนึ่งหันด้านข้าง พูดอย่างรวดเร็ว ซ้ำๆ เหมือนคนบ่นพึมพำ และฉากต่อมาก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่าเขาชื่อเดวิด การเปิดเรื่องด้วยใบหน้าของชายคนนี้แสดงให้เห็นว่าตัวละครตัวนี้มีความสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องนี้ อากัปกิริยา ท่าทางในการพูดของเขาที่มีลักษณะแตกต่างไปจากคนทั่วไปก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกสนใจว่าเขาเป็นใครและทำไมถึงมีลักษณะอยางนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเล่าเรื่องแบบย้อน คือเปิดเรื่องด้วยฉากท้ายๆของเรื่อง แล้วค่อยเล่าถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด เริ่มตั้งแต่เดวิดยังเป็นเด็กจนถึงฉากเปิดเรื่องอีกครั้งไปจนจบ

การเปิดเรื่อง ป็นฉากที่เกิดขึ้นที่ร้านของซิลเวีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสว่างในชีวิตของเดวิด โดยสอดคล้องกับการตั้งชื่อเรื่องว่า “Shine” อันหมายถึง แสงสว่าง การเริ่มเรื่อง Shine จึงเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่ทำให้ชีวิตของเดวิดกลับมามีความสว่างอีกครั้งนั่นเอง

ความขัดแย้งในเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ คือ ระหว่างเดวิดกับพ่อของเขา สาเหตุเพราะพ่อบังคับให้เดวิดทำทุกอย่างตามที่ตนต้องการตั้งแต่เด็กจนโต ในการแข่งขันเปียโนทุกครั้งพ่อมักจะเป็นคนเลือกเพลงให้เดวิด และบอกกับเดวิดเสมอว่าเขาต้องชนะเท่านั้น ทำให้เดวิดต้องฝึกซ้มบ่อยๆ ชีวิยวัยเด็กของเขาจึงอยู่แต่กับเปียโน ทั้งๆที่เดวิดก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆทั้วไปที่ต้องการเที่ยวเล่นตามวัย เห็นได้จากการกระโดดโลดเต้นอย่างที่เด็กคนหนึ่งพึงทำ ในระหว่างทางเดินกลับบ้านหลังจากการแข่งขันเปียโนครั้งแรกในชีวิตของเขา บางครั้งสิ่งที่พ่อต้องการก็ตรงข้ามกับความต้องการของเดวิด ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือตอนที่เขาได้ทุนไปเรียนที่ลอนดอนแต่พ่อไม่อนุญาตให้เขาไป ทว่าครั้งนี้พ่อไม่สามรถบังคับเดวิดได้อีก เขาตัดสินใจไปเรียนลอนดอนถึงแม้จะถูกพ่อของเขาตัดออกจากครอบครัว

จุดวิกฤติของเรื่องคือฉากที่เดวิดเล่นเพลงแรคมานีนอฟในขณะการแข่งขัน เขาต้องใช้สมาธิและความสามารถอย่างมากในการเล่นเพลงนี้ พร้อมทั้งมีความกดดันอย่างแรงกล้าว่าจะต้องทำให้สำเร็จ เขาแบกความคาดหวังเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ฉากนี้สามาถทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความกดดันที่กระจายออกมาจากตัวเขา และลุ้นว่าเขาจะสามารถเล่นเพลงนี้ได้หรือไม่

เรื่องได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดเมื่อเดวิดหมดสติ ล้มลงหลังจากเล่นเพลงแรคเมนีนอฟจบ ส่งผลให้ชีวิตหลังจากนี้ของเขาปลี่ยนไป และมีเหตุการณ์อื่นๆตามมา ฉากนี้สอดคล้องกับการเปิดเรื่อง ถือเป็นการตอบโจทย์ที่ว่าผู้ชายที่เห็นในฉากแรกมีลักษณะอย่างนั้นได้อย่างไร

เรื่องเริ่มคลี่คลายเมื่อเดวิดมาที่ร้านของซิลเวียและได้เล่นเปียโนอีกครั้งหนึ่ง เขาสามารถกลับมาเป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงได้หลังจากที่ได้มาเล่นเปียโนที่นี่ และซิลเวียก็ยังเป็นตัวเชื่อมที่ทำให้เขาได้พบเจอกับภรรยาและมีความสุขกับชีวิตการแต่งงานในท้ายที่สุด

การปิดเรื่องเป็นฉากที่เดวิดและภรรยาไปเยี่ยมหลุมศพของพ่อเขา ซึ่งถือเป็นการตอบคำถามที่ว่าพ่อของเดวิดหายไปไหน เพราะเมื่อตอนที่เขามีโอกาสแสดงความสามารถในการเล่นเปียโนให้ผู้คนมากมายได้ชมอีกครั้ง ทุกคนในครอบครัว ทั้งแม่ พี่สาว น้องสาว รวมทั้งครูของเขาต่างก็มาชมการแสดงและร่วมยินดีกับเขาทั้งสิ้น
ฉากที่เป็นการปิดเรื่องนี้ถือเป็นอีกฉากหนึ่งที่ให้แง่คิดแก่ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี จากคำพูดของเดวิดที่ว่า “ชีวิตคนเราไม่ใช่เนื้อสันใน” เนื้อสันในหมายถึงเนื้อส่วนที่ดีที่สุด ดังนั้นการเปรียบเทียบชีวิตว่าไม่เหมือนกับเนื้อสันในนั้นหมายความว่าชีวิตของคนเราย่อมไม่สมบูรณ์แบบเสมอไป ต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่เราก็ต้องต่อสู้เพื่อความสุขในการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

ตัวละครที่สำคัญในเรื่องมีสองตัวคือเดวิดและปีเตอร์พ่อของเขา เดวิดเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งป็นตัวละครที่สะท้อนให้เห็นว่าการได้รับแรงกดดันจากผู้อื่นมากๆหรือการกดดันตัวเองมากเกินไปเพื่อที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เห็นได้จากตัวเดวิดที่มีทักษะดีเลิศทางการเล่นเปียโนจนได้เป็นแชมป์ แต่ในขณะเดียวกันตอนนั้นเขายังคงปัสสาวะรดที่นอนอยู่ แสดงให้เห็นว่าคนเราควรได้รับการพัฒนาในทุกๆด้าน ไม่ใช่แค่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง และการรู้จักคิด มีความคิดเป็นของตัวเองก็ถือเป็นการพัฒนาทักษะชีวิตอย่างหนึ่งเช่นกัน ตัวเดวิดยังคงมีความเป็นเด็กอยู่เสมอถึงแม้ร่างกายจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม เขายังกระโดดโลดเต้นอยู่เหมือนวันที่เดินตามพ่อกลับบ้านเมื่อครั้งยังเยาว์ นอกจากนี้พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของเดวิดที่เห็นได้ชัดเจนคือการพูดตามคนอื่น ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิด อย่างเช่น “ผมเห็นด้วยเสมอเลย” หรือ “ผมไม่เคยแน่ใจอะไรเลย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะเขาถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบมาตลอด ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น อีกฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นได้ดีว่าเดวิดถูกกดดันอย่างมากจนกระทั่งไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ นั่นคือฉากที่เขาถ่ายในอ่างอาบน้ำ เปรียบเสมือนกับก๊อกน้ำที่บิดสนิทจนเกินไป จากการปิดน้ำกลับกลายเป็นไม่สามารถทำให้น้ำหยุดไหลได้

ตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งคือ ปีเตอร์ พ่อของเดวิด เป็นคนที่ยึดความคิดของตัวเองเป็นหลัก และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในครอบครัว เขายัดเยียดสิ่งที่ตัวเองต้องการทำแต่ไม่สามารถทำได้เพราะถูกพ่อของตัวเองบังคับให้กับลูก นั่นคือการเป็นนักดนตรีอ แต่สุดท้ายแล้วตัวเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากพ่อของเขา เพราะเขาเองก็บังคับลูกทุกอย่างเช่นกัน ตัวละครนี้มีลักษณะแบน แม้กระทั่งตอนท้ายเรื่องพ่อของเขาก็ยังคงมีความคิด มีทัศนคติที่เหมือนเดิม เห็นได้จากตอนที่เขาไปหาเดวิดที่ห้อง สังเกตได้ว่าเขายังคงใส่แว่นตาอันเดิมถึงแม้มันจะแตกไปแล้วเขาก็ยังไม่เปลี่ยนใหม่ แว่นตาเป็นสิ่งที่ทำให้คนเรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน การไม่ยอมเปลี่ยนแว่นของพ่อก็เปรียบเหมือนกับการมองโลกด้วยทัศนคติเดิมๆไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นจริงเมื่อพ่อพูดประโยคที่ว่า “ตอนพ่อยังเด็ก พ่อซื้อไวโอลีนคันหนึ่ง สวยมาก พ่ออดออมเงินซื้อมันมา ลูกรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน?” ซึ่งเป็นประโยคทีสองพ่อลูกคุ้นเคยและรู้กันดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อถามประโยคนี้กับเดวิด แต่คราวนี้คำตอบของเดวิดไม่เหมือนเดิม การที่เขาตอบว่า “ไม่ทราบครับ เกิดอะไรขี้นกับมันหรือ?” ไม่ได้หมายความว่าเขาจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะไม่ยอมรับการครอบงำ การบังคับจากพ่ออีก และเขาต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ดังประโยคต่อมาที่เขาพูดว่า “เราต้องฟิตถึงจะเอาตัวรอดใช่มั้ยฮะ” ประโยคที่พ่อพูดกับเขามาตลอดตั้งแต่เป็นเด็ก ซึ่งย้ำให้เห็นว่าเขาไม่ได้ลืมเรื่องราวเหล่านั้นจริงๆ

ฉากนี้ถือเป็นฉากที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุด เพราะแสดงให้เห็นถึงสายใยผูกพันระหว่างพ่อกับลูกได้เป็นอย่างดี ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแต่พ่อก็ยังคงเป็นพ่อที่พร้อมจะช่วยลูกเสมอ หากแต่ความคิด ทัศนคติของพ่อกลับกลายเป็นสิ่งที่มาทำร้ายลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และตัวลูกเองก็จำเป็นที่จะต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง...ทางเดินของพ่อกับลูกจึงต้องสวนทางกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าชีวิตของคนเราไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถึงแม้จะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายดั่งลมพายุฝนอันมืดมน แต่วันหนึ่งเมื่อพายุฝนสงบ ฟ้าหลังฝนย่อมสว่างสดใสเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับการตั้งชื่เรื่อง Shine เป็นอย่างดี

ไม่มีความคิดเห็น: